ifotosmile
กันยายน 08, 2010, 06:14:22 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1] 2
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: เรื่องดีๆ สำหรับจิตใจ และ ความคิด  (อ่าน 1034 ครั้ง)
okienokie
บุคคลทั่วไป
« เมื่อ: มิถุนายน 19, 2009, 12:58:51 AM »

พอดีรุ่นพี่ที่สนิท เค้าส่งเมล์ธรรมะมาให้โน้ตทุกเดือนเลย... จากเริ่มเป็นเล่มเพื่ออยากแจก ก็เป็นข้อความส่งตามเมล์ แล้วก็เริ่มมีเว็บไซด์ ซึ่งพี่เค้าก็รู้ว่าโน้ตนับถือคริสต์ค่ะ แต่ไม่ได้ปิดกั้นเรื่องศาสนาเวลาไปนั่งเจอกันแล้วมีประเด็นถกเถียงมากมาย ศาสนาก็เป็นหัวข้อนึงที่เค้าอยากรู้จักเรา และเราก็อยากรู้จักเค้า...เลยกลายเป็นการแลกเปลี่ยนไป...

วันนี้เห็นหลายคนห่างไกลศาสนาอ่ะ ไม่ใช่ว่าต้องธรรมะจ๋า แต่มีติดให้คิดบ้าง ว่าอะไรผิดอะไรถูก หรือสำนึกในสิ่งที่ทำไปบ้าง...
ทุกวันนี้คนเราอยู่ด้วยความเห็นแก่ตัว ความโลภ เป็นหลักค่ะ ถ้ารู้จักรัก รู้จักแบ่งปันเรื่องดีๆ แลกความคิดกันบ้าง เปิดมุมมองให้กว้างขึ้น ไม่ใช่ปิดหูปิดตางมทำในสิ่งที่ตัวเองคิดว่าถูกอย่างเดียว เลิกได้มันคงดีไม่น้อยนะ...

ก็ฝากเว็บดีๆ ของพี่เค้าด้วยนะคะ...ถ้ามันทำให้จิตใจดี กับสติเกิด ... ศาสนาอะไรก็ดีทั้งนั้น...แต่สำหรับโน้ต พระเจ้ารักคุณค่ะ...

http://www.dlitemag.com/

บันทึกการเข้า
okienokie
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #1 เมื่อ: ตุลาคม 15, 2009, 11:28:28 AM »

บทที่ / ข้อที่ : สุภาษิต 2:1 -15           
บุตรชายของเราเอ๋ยถ้าเจ้ารับคำของราและสะสมคำบัญชาของเราไว้กับเจ้า..
กระทำหูของเจ้าให้ผึ่งเพื่อรับปัญญาและเอียงใจของเจ้าเข้าหาความเข้าใจ..
เออถ้าเจ้าร้องหาความรอบรู้และเปล่งเสียงของเจ้าหาความเข้าใจ..
ถ้าเจ้าแสวงปัญญาดุจหาเงินและเสาะหาปัญญาอย่างหาขุมทรัพย์ที่ซ่อนไว้..
นั่นแหละเจ้าจะเข้าใจความยำเกรงพระเจ้าและพบความรู้ของพระเจ้า..
เพราะพระเจ้าประทานปัญญาความรู้และความเข้าใจมาจากพระโอษฐ์ของพระองค์..
พระองค์ทรงสะสมสติปัญญาไว้ให้คนเที่ยงธรรมพระองค์ทรงเป็นโล่ให้แก่ผู้ที่ดำเนินในความซื่อสัตย์..
ทรงรักษาระวังวิถีของความยุติธรรมและทรงสงวนทางของธรรมิกชนของพระองค์ไว้..
แล้วเจ้าจะเข้าใจความชอบธรรมและความยุติธรรมและความเที่ยงธรรมคือวิถีที่ดีทุกสาย..
เพราะปัญญาจะเข้ามาในใจของเจ้าและความรู้จะเป็นที่ร่มรื่นแก่วิญญาณจิตของเจ้า..
ความเฉลียวฉลาดจะคอยเฝ้าเจ้าและความเข้าใจจะระแวดระวังเจ้าไว้..
ช่วยให้เจ้าพ้นจากทางแห่งคนชั่วร้ายจากคนที่พูดตลบตะแลง..
ผู้ทอดทิ้งวิถีแห่งความเที่ยงธรรมเพื่อเดินในทางแห่งความมืด..
ผู้เปรมปรีดิ์ในการกระทำความชั่วร้ายและปีติยินดีในการนั้น..
คือคนที่วิถีชีวิตของเขาล้วนแต่คดเคี้ยวทั้งสิ้น..
บันทึกการเข้า
mot350d
Hero Member
*****
กระทู้: 4,704


kittipong99@hotmail.com
เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #2 เมื่อ: ตุลาคม 17, 2009, 06:11:46 PM »

พี่เชื่อว่าศาสดา ของทุกศาสนา สอนเรา เตือนสติเราให้ กระทำแต่สิ่งดีดี  คิด ดีดี แต่วิธีการสอน การปฏิบัติ อาจจะแตกต่างกัน  แต่ เมื่อถึงปลายทางของมันคือ ท่าน ให้เราเป็นคนดี คิดดี ทำดี ชีวิตจะได้เป็นสุข เหมือนกันทุกศาสนานะ  พี่เชื่ออย่างนั้น  :lf :lf :lf
บันทึกการเข้า

คนเดินดินกินข้าวแกง แสดงภาพส่วนตัวที่นี่---> http://MOT350D.multiply.com
"ตั้งสติ รู้ตัว รู้ตน ชีวิตจะบรรเจิด""เมื่อถือแล้วมันหนัก ก็ต้องปล่อยวางมันลง"   
okienokie
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #3 เมื่อ: ธันวาคม 20, 2009, 11:43:44 AM »

เมื่อเราเห็นตัวเองและเข้าใจเรื่องกิเลสแล้ว เราจะเห็นว่าความทุกข์หลายๆอย่างในชีวิตเรานี้ไม่จำเป็นเลย มันไม่ได้เกิดเพราะดวงไม่ดี หรือเพราะกรรมเก่า แต่เกิดจากความคิดผิดของเราต่างหาก


การปฎิบัติทุกขั้นตอน อย่าไปปฎิบัติเพื่อจะเป็นเพื่อจะเอา เพราะจะเป็นการปฎิบัติที่เป็นการพายเรือในอ่าง ไม่เป็นการปฎิบัติที่จะข้ามฝั่งโน้น


การพัฒนาชีวิตของเรา ต้องดำเนินทั้งภายนอกด้วย ภายในด้วย ถ้าหากว่าเรามัวพัฒนาแต่เรื่องภายนอก โดยไม่คำนึงถึงหรือละเลยสิ่งภายใน การพัฒนานั้นจะขาดความสมดุล แล้วในที่สุดก็จะไม่ประสบความสำเร็จ


ในการฝึกความนึกคิดของตนเอง จงปล่อยให้อดีตเป็นอดีต ถ้าเราเผลอให้ความคิดของเราที่เป็นอดีต ปัจจุบัน อนาคต มาจัดติดต่อกันเป็นห่วงโซ่แล้ว ก็หมายความว่า เราจับตัวเองใส่กรงขัง

อนาคตคือความฝัน ปัจจุบันคือภาพมายา อดีตคือปัญหาที่สะสมไว้ พระอรหันต์จึงอยู่เหนือความหมายของเวลา


เรื่อง กรรม ที่ถูกต้องแท้จริงในพระพุทธศาสนาคือ เรื่อง กรรมไม่ดำไม่ขาว เป็นที่สิ้นสุดแห่งกรรมดำกรรมขาว คือ เหนือดีเหนือชั่ว เหนือบุญเหนือบาป เหนือสุขเหนือทุกข์ เป็นไปเพื่อนิพพานส่วนเดียว
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 20, 2009, 11:46:16 AM โดย okienokie » บันทึกการเข้า
okienokie
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #4 เมื่อ: ธันวาคม 20, 2009, 12:00:01 PM »

"แต่ผู้ยิ่งใหญ่ในพวกท่าน ต้องเป็นผู้รับใช้
ผู้ใดยกย่องตัวเองจะถูกดึงให้ต่ำลง
และผู้ใดที่ถ่อมตนลงจะได้รับการยกย่อง"
(มัทธิว 23:11,12)


จงลืมตัวท่าน เพื่อผู้อื่น
แล้วเขาจะไม่ลืมท่าน.

"ดังนั้นสิ่งใดที่ท่านปรารถนา ให้ผู้อื่นกระทำแก่ท่าน ท่านก็จงกระทำสิ่งนั้นแก่เขา
เพราะนี่กฎบัญญัติ และคำสอนของบรรดาประกาศก"  (มัทธิว 7:12)


"ศาสนาทำให้คนมั่งมี หากเขาพอใจในสิ่งที่เขามีอยู่
เรามิได้นำอะไรติดตัวมาในโลก และเมื่อจากไป
เราก็ไม่สามารถนำเอาอะไรติดตัวไปได้"   (1ทิโมธี 6:6,7)


"ท่านที่ไม่สนใจกับกฎวินัย ย่อมดูหมิ่นตนเอง
แต่บุคคลที่รับฟังคำตักเตือน ก็จะได้รับความเข้าใจ"
(สุภาษิต 15:32)


หากท่านให้อภัยความผิด ที่ผู้อื่นกระทำต่อท่าน
พระบิดาเจ้าของท่านในสวรรค์ ก็จะทรงให้อภัยแก่ท่านด้วย
แต่หากท่านไม่ให้อภัยผู้อื่น พระบิดาของท่านก็จะไม่ทรงให้อภัยแก่ท่านเช่นกัน
(มัทธิ 6:14,15)


ไม่มีผู้ใดมีความรักเท่ากับ ผู้ที่ยอมสละชีวิตของตนเองเพื่อผู้อื่น
(ยอห์น 15:13)


แต่เราสั่งให้ท่านรักศัตรู และอธิฐานภาวนา ให้ผู้ที่กระทำผิดต่อท่าน
(มัทธิว 5:44)

อย่าเป็นคนโกรธง่าย เหตุว่าความโกรธมักจะอยู่ในใจของคนโง่
(ปัญญาจารย์ 7:9)

จงพยายามสุดความสามารถ ที่จะเจริญชีวิตในสันติกับทุกคน
(โรม 12:Cool


ท่านจงเมตตาต่อกัน มีใจเอ็นดูต่อกัน และอภัยโทษให้กัน
เหมือนดังที่พระเจ้า ได้ทรงโปรดอภัยให้แก่ท่านในพระคริสต์
(เอเฟซัส 4:32)


ทางของคนโง่นั้นถูกต้องในสายตาของเขาเอง แต่ปราชญ์ย่อมฟังคำแนะนำ
(สุภาษิต 12:15)


จงให้ทุกคนไวในการฟัง แต่ช้าในการพูด และช้าในการโกรธ
(ยากอบ 1:19ข.)

คนดี ทำดี เพราะความดีอยู่ในใจเขา คนชั่ว ทำชั่ว
ก็เพราะความชั่วที่อยู่ในใจเขา
วาจาของท่านย่อมแสดงให้เห็น สิ่งที่อยู่ในใจของท่าน
(ลูกา 6:45)


สำหรับพระเป็นเจ้านั้น ทุกสิ่งย่อมเป็นไปได้
(มัทธิว 19:26ข.)


อย่าไปห่วงใยถึงวันพรุ่งนี้ พรุ่งนี้จะดูแลตัวของมันเอง
เฉพาะวันนี้ ท่านก็มีเรื่องจะต้องห่วงใยพออยู่แล้ว
(มัทธิว 6:34)


อย่าไปเลียนแบบที่ไม่ดี ของคนชั่วช้าและเลวทราม
(สุภาษิต 4:14)


จงหยุดพูดจาชั่ว จงกล่าวสิ่งที่ถูกต้องในเวลาอันควร
และจงช่วยเหลือผู้อื่น อาศัยสิ่งที่ท่านพูด
(เอเฟซัส 4:29)

บันทึกการเข้า
okienokie
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #5 เมื่อ: ธันวาคม 20, 2009, 01:00:36 PM »

ทำไมมันมาบ่อยจังอ่ะ กระทู้ประหลาดเนี่ย  Huh?
บันทึกการเข้า
บัณฑูร
Sr. Member
****
กระทู้: 844



อีเมล์
« ตอบ #6 เมื่อ: ธันวาคม 31, 2009, 12:21:24 AM »

อ่านแล้วก็อยากคุยด้วย
แต่ทำเบอร์ของหนูโน๊ตหายไปแล้ว (เปลี่ยนเครื่องใหม่)
บันทึกการเข้า
cO+
Hero Member
*****
กระทู้: 2,380



เว็บไซต์
« ตอบ #7 เมื่อ: ธันวาคม 31, 2009, 02:12:37 AM »

อ่านแล้วก็อยากคุยด้วย
แต่ทำเบอร์ของหนูโน๊ตหายไปแล้ว (เปลี่ยนเครื่องใหม่)

ศูนย์แปดสี่-หนึ่งศูนย์ศูนย์-สามศูนย์ศูนย์ห้า
บันทึกการเข้า
okienokie
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #8 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 04, 2010, 10:23:31 PM »

ลิงค์นี้ให้น้าณุ กับ ตากอล์ฟ เป็นพิเศษ ส่วนท่านอื่นด้วยก็ได้นะคะ

http://www.youtube.com/watch?v=I71XhjqoHvs&feature=related

http://www.youtube.com/watch?v=0xwzItqYmII&feature=related

http://www.youtube.com/watch?v=Jbe7OruLk8I&feature=related

http://www.youtube.com/watch?v=74CNUExD4I8&feature=related
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 04, 2010, 10:42:37 PM โดย okienokie » บันทึกการเข้า
okienokie
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #9 เมื่อ: มีนาคม 05, 2010, 09:21:15 PM »

http://www.youtube.com/watch?v=0xwzItqYmII&feature=related

i can only imagine...it will be like, when i walk by your side... i can only imagine
บันทึกการเข้า
โนว
Hero Member
*****
กระทู้: 1,162


« ตอบ #10 เมื่อ: เมษายน 29, 2010, 12:56:30 PM »

1โครินทร์ 12:14-26

เพราะว่าร่างกายมิได้ประกอบด้วยอวัยวะเดียว แต่ด้วยหลายอวัยวะ ถ้าเท้าจะพูดว่า “เพราะข้าพเจ้ามิได้เป็นมือ ข้าพเจ้าจึงไม่ได้เป็นอวัยวะของร่างกายนั้น” เท้าจะไม่เป็นอวัยวะของร่างกายเพราะเหตุนั้นก็หามิได้ ถ้าหูจะพูดว่า “เพราะข้าพเจ้ามิได้เป็นตา ข้าพเจ้าจึงมิได้เป็นอวัยวะของร่างกายนั้น” การพูดเช่นนั้นจะทำให้หูไม่เป็นอวัยวะของร่างกายก็หามิได้ ถ้าอวัยวะทั้งหมดในร่างกายเป็นตาการได้ยินจะอยู่ที่ไหน ถ้าทั้งร่างกายเป็นหู การดมกลิ่นจะอยู่ที่ไหน แต่พระเจ้าได้ทรงตั้งอวัยวะไว้ในร่างกายตามชอบพระทัยของพระองค์ ถ้าอวัยวะทั้งหมดเป็นอวัยวะเดียว ร่างกายจะมีที่ไหน ความจริงมีอวัยวะหลายอย่าง แต่ก็ยังเป็นร่างกายเดียวกัน และตาจะว่าแก่มือว่า “ข้าพเจ้าไม่ต้องการเจ้า” ก็ไม่ได้ หรือศีรษะจะว่าแก่เท้าว่า “ข้าพเจ้าไม่ต้องการเจ้า” ก็ไม่ได้ ที่จริงอวัยวะที่เราเห็นว่าอ่อนแอ เราก็ขาดเสียไม่ได้ และอวัยวะที่เราถือว่ามีเกียรติน้อย เราก็ยังทำให้มีเกียรติยิ่งขึ้น และอวัยวะที่ไม่น่าดูนั้น เราก็ทำให้น่าดูยิ่งขึ้น เพราะว่าอวัยวะที่น่าดูแล้ว ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องตกแต่งอีก แต่พระเจ้าได้ทรงให้อวัยวะของร่างกายเสมอภาคกัน ทรงให้อวัยวะที่ต่ำต้อยเป็นที่นับถือมากขึ้น เพื่อไม่ให้มีการแก่งแย่งกันในร่างกาย แต่ให้อวัยวะทุกส่วนพะวงซึ่งกันและกัน ถ้าอวัยวะอันหนึ่งเจ็บ อวัยวะทั้งหมดก็พลอยเจ็บด้วย ถ้าอวัยวะอันหนึ่งได้รับเกียรติอวัยวะทั้งหมดก็พลอยชื่นชมยินดีด้วย


(โนวฝากไว้...ขออธิษฐานเผื่อคนไทยที่เป็นทุกอวัยวะ ให้รวมเป็นหนึ่งเดียวกัน กายเดียวกัน)
บันทึกการเข้า

ฮีบรู 11
โนว
Hero Member
*****
กระทู้: 1,162


« ตอบ #11 เมื่อ: พฤษภาคม 15, 2010, 10:54:05 AM »

สรรพสิ่งประกอบด้วยธาตุทั้งห้า อันได้แก่ ดิน น้ำ ไฟ ไม้ และหล็ก และมีพลังเป็นบวกหรือลบ (หยิน-หยาง) ที่จะสร้างความสมดุลให้เกิดความรุ่งเรือง หรืออาจต่อต้านกันจนเกิดหายนะได้
 
หยิน-หยาง (yin-yang) พลังซึ่งคู่กัน หากเท่ากันจึงจะสร้างความสมดุล เช่น บวก-ลบ ชาย-หญิง พระอาทิตย์-พระจันทร์ ร้อน-หนาว กลางวัน-กลางคืน เป็นต้น (สิ่งแรกในแต่ะคู่คือหยาง อีกสิ่งคือหยิน) ภาพวงกลมสีขาว - ดำ คือ สัญลักษณ์ของคู่พลัง
 
การแพทย์แผนโบราณของจีนก็เช่นกัน ตั้งอยู่บนรากฐานแห่งความสมดุลระหว่างหยินและหยังในร่างกายของมนุษย์ ความเจ็บไข้ใด ๆ เกิดจากสมดุลนี้เสียไป ร่างกายถูกแบ่งเป็นส่วนหยินและหยาง กล่าวรวม ๆ ว่าภายในร่างกายคือหยาง ผิวนอกร่างกายคือหยิน ด้านหลังคือหยัง ด้านหน้าคือหยิน อวัยวะต่าง ๆ ก็มีทั้งที่เป็นหยินและหยาง ความสมดุลระหว่างส่วนต่าง ๆ ทั้งหมดนี้ถูกหล่อเลี้ยงอยู่ด้วยการเลื่อนไหลของ ฉี้ หรือพลังงานแห่งชีวิต
 
ขงจื้อ เป็นนักปรัชญาเมธีที่มีชื่อเสียงที่สุดของจีน เกิดเมื่อ 551 ปีก่อนคริสตกาล ในแคว้นหลู่ มณฑลชานตุง ขงจื้อกำพร้าบิดามาตั้งแต่วัยเยาว์ และมีชีวิตอยู่ด้วยความยากจน แต่ด้วยความที่เป็นผู้ที่มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด จึงได้พยายามศึกษาหาความรู้ในวิชาประวัติศาสตร์ ปรัชญา และการดนตรีจนได้ชื่อว่าเป็นนักปราชญ์ จากนั้นได้ทำหน้าที่อบรมสั่งสอนจรรยามารยาท และการปกครองให้แก่กุลบุตรในตระกูลผู้ดี เคยเข้ารับราชการเป็นเสนาบดีกระทรวงยุติธรรมของแค้วนฉี ภายหลังได้ลาออกจากตำแหน่งแล้วท่องเที่ยวไปตามแค้วนต่าง ๆ เพื่อให้คำปรึกษาและข้อคิดในกิจการเกี่ยวกับการปกครองแก่บรรดาเจ้าผู้ครองแคว้นและเสนาบดีที่เลื่อมใสศรัทธาในความคงแก่เรียนของเขา ในบั้นปลายของชีวิต ขงจื๊อได้กลับสู่แคว้นหลู่บ้านเกิดเมืองนอนของตน สั่งสอนสานุศิษย์จนถึงแก่กรรมเมื่อ 479 ปีก่อนคริตกาล
 


ท่านขงจื้อจะสอนให้มนุษย์ทุกคนเป็นคนโดยสมบูรณ์  การเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์นั้นต้องปฏิบัติตาม คุณธรรม 8 ประการ ท่านขงจื้อได้สอนเกี่ยวกับ คุณธรรม 8 ประการ ไว้ดังนี้

๑.กตัญญู

กตัญญู (กตัญญ อักษรจีนอ่านว่า เซี่ยว ครึ่งบนเป็นตัวชรา ครึ่งล่างเป็นตัวลูก ประกอบกัน)  ความหมายในตัวอักษร แสดงให้เห็นว่า พ่อแม่นั้นแก่เฒ่า ลูกอยู่เบื้องล่าง เหมือนมือเท้าเฝ้ารับใช้

กตัญญูเป็นคุณธรรมอันดับแรก เป็นต้นกำเนิดของความดีงาม เป็นคุณธรรมสำนึกที่ควรปฏิบัติรักษาเป็นสำคัญ ซึ่งคนจะขาดเสียมิได้ ขาดความกตัญญ เหมือนต้นไม้ไม่มีราก เหมือนน้ำไม่มีต้นน้ำ พ่อแม่เลี้ยงดูลูกจนเติบใหญ่ บุญคุณลึกล้ำกว่ามหาสมุทร คุณธรรมท่านสูงกว่าขุน เขาไท่ซัน ทุกค่ำทุกเช้า ทุกสิ่งทุกอย่าง พ่อแม่ให้ความรักดูแลเอาใจใส่ลูก จนสุดที่จะ บรรยายได้ ไม่ว่าจะลำบากฝ่าฟันอันตรายอย่างไร ก็ไม่เหนื่อยหน่ายท้อถอย ความรักลูกนั้น ไม่เปลี่ยนผันจนวันตาย ปราชญ์ท่านกล่าวไว้ว่า
หมื่นพันตำลึงทองมากมาย ยากจะซื้อชีพกายพ่อแม่

ท่านยังอยู่ไม่เคารพดูแล ท่านนิ่งแน่ร้องไห้ให้ป่วยการ

พระคุณพ่อนั้นเพียงพสุธา คุณมารดาดังมหาสมุทรใหญ่

รักลูกผูกถวิลจนสิ้นใจ จะหมายใครดั่งพ่อแม่แท้ไม่มี

 

ความกตัญญูตามปกติที่ทุกคนพึงปฏิบัติในจุดหมายแห่งการอบรมนี้ คือ

1. ไม่นำความเสื่อมเสียมาสู่พ่อแม่ เรียกว่า อัน หมายถึง ให้ความสงบสุขใจ

2. ช่วยรับภาระความทุกข์กังวลของท่าน เรียกว่า อุ้ย หมายถึง ปลอบใจช่วยให้คลายทุกข์

3. ให้เสื้อผ้าอาหารด้วยกิริยาที่ยินดี เรียกว่า จิ้ง หมายถึง เคารพ

4. พ่อแม่โกรธว่า ไม่ขัดเคืองโกรธตอบ เรียกว่า ซุ่น หมายถึง โอนอ่อนไม่ขัดใจ

 

ศาสดาจารย์ขงจื๊อ สอนธรรมะในข้อกตัญญแก่ศิษย์ไว้ว่า ลูกกตัญญู พึงปฏิบัติต่อมารดาบิดา คือ เมื่ออยู่กับท่านให้เคารพ เมื่อเลี้ยง ดูท่านให้ได้รับความสุข เมื่อท่านป่วยไข้ให้ห่วงกังวล เมื่อท่านสิ้นไปให้อาลัยโศก เศร้า เมื่อบูชาเซ่นไหว้ให้ยำเกรงเต็มใจ ทั้งห้าประการนี้ดีพร้อม จึงได้ชื่อว่าปฏิบัติ กตัญญู
ความอีกตอนหนึ่งว่า ร่างกายตลอตจนปลายเท้าและเส้นผม ได้จากมารดาบิดา มิกล้าทำลาย นี่ คือ กตัญญูในเบื้องต้น สำรวมตนบำเพ็ญธรรม สร้างคุณงามไว้ในโลก เกียรติ ปรากฏแก่มารดาบิดา นี่คือ กตัญญูในเบื้องปลาย ฉะนั้น ชายหญิงที่ได้รับธรรมะแล้ว อย่าลืมรากฐานชีวิตที่ได้มา จงกตัญญูต่อพ่อ แม่ จึงจะได้ชื่อว่า เป็นผู้บำเพ็ญธรรม
๒.พี่น้องปรองดอง

พี่น้องปรองดอง (อักษรจีน อ่านว่า ที่ จุดแรกเป็นพี่ จุดทีหลังเป็นน้อง โค้งตัวเคารพ ครบมือครบเท้าในร่างเดียวกัน คือพ่อแม่เดียวกัน) สายเลือดที่สนิทชิดเชื้อที่สุด คือ พี่น้อง เหมือนกิ่งก้านสาขาของต้นไม้ต้นเดียวกัน ให้สำนึกว่าเกิดมาจากแม่เดียวกัน ดื่มนมจากแม่เดียวกัน พี่จึงควรรู้ให้อภัย น้องให้รู้อดทน ไม่ตัดมือตัดเท้า ความเจริญของครอบครัวเกิดได้เพราะพี่น้องปรองดองกัน

๓.ซื่อสัตย์ จงรักภักดี

ซื่อสัตย์ จงรักภักดี (อักษรจีน อ่านว่า จง คือวางใจไว้ให้ตรง)  จะทำการใดๆให้ถูกต้องยุติธรรม ไม่โป้ปดหลอกลวง ไม่ทำสิ่งน่าละอายต่อตนเองและผู้อื่น ถูกต้องตรงต่อฟ้าดิน ตรงต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ตรงต่อบ้านเมือง ตรงต่อสังคม ตรงต่อพ่อแม่ ตรงต่อพี่น้อง บุตร และภรรยา  ทุกสิ่งที่ทำไปโดยไม่ผิดต่อมโนธรรม เรียกว่า จง

๔.ความสัตย์จริง

ความสัตย์จริง (อักษรจีน อ่านว่า ซิ่น ประกอบด้วยตัวคน และวาจาหมายความว่า คนควรมีวาจาสัตย์) วาจาสัตย์ เป็นบรรทัดฐานแห่งมนุษยธรรมอันล้ำค่า กิจการใดจะรุ่งเรืองล้มเหลวอย่างไร เริ่มต้นได้ที่วาจาสัตย์ ดังคำที่กล่าวว่า กัลยาณชนเอ่ยวาจาใด ต่อให้ม้าฝีเท้าไวก็ไม่อาจตามคืนมากัลยาณชน เมื่อลั่นวาจาว่าจะบำเพ็ญธรรม คำไหนเป็นคำนั้น เชื่อในวิถีธรรม เชื่อในมหันตภัย เชื่อในกฏแห่งกรรม การใดที่ได้พูดจานัดหมายกับใคร จะเป็นซื้อขาย หรือการงานก็ตาม หากคำนึงถึงแต่ผลประโยชน์แห่งตนแล้วผิดสัญญาคำสัตย์ หลอกลวงเหลวไหลล้วนถือเป็นขาดความสัตย์จริง ฉะนั้น เมื่อพูดให้คิดถึงการกระทำ เมื่อจะกระทำให้คิดถึงที่พูด ปากกับใจเป็นอัน หนึ่งอันเดียวกัน ซื่อสัตย์ต่อการกระทำตามสัจวาจา

๕.จริยธรรม

จริยธรรม (อักษรซี อ่านว่า หลี่ หมายถึงการปฏิบัติที่ถูกแบบแผนอันดีงามตามหลักธรรม) คนประเสริฐกว่าสรรพสัตว์ใดๆ หากไม่มีจริยธรรมก็จะไม่ต่างอะไรกับเดรัจฉานและจะไม่ได้รับการยกย่อง จริยธรรมแสดงให้เห็นถึงคุณสมบัติของตน ด้วยอาการที่อ่อนน้อมถอมตน ท่าทีสุภาพสง่างาม อยู่ในระเบียบแบบแผนอันดีงาม มีสัมมาคารวะต่อผู้ใหญ่มีความกรุณาปรานีต่อผู้น้อยทั่วไป เรามีจริยธรรมต่อเขา เขาย่อมตอบสนองต่อเราด้วยจริยธรรม

ฉะนั้น การบำเพ็ญธรรม จึงให้เห็นความสำคัญของแบบแผนจริยธรรม รักตัวสงวน ตัว รักผู้อื่นเคารพให้เกียรติผู้อื่น เช่นนี้ จึงเป็นผู้มีคุณสมบัติสูงส่ง ไม่ละอายต่อจริยธรรม

๖.มโนธรรม

มโนธรรม (อักษรจีน อ่านว่า อี้ หมายถืงการกระทำที่ถูกต้องตามหลักธรรม )       เป็นคนไม่ควรทำทุจริต ทรัพย์สินเงินทองแม้เป็นของน่ายินดี แต่ควรให้ได้มาอย่าง เป็นธรรม หากแข็งขืนช่วงชิงมา ทำให้ผู้อื่นเสียหายเพื่อตนจะได้ประโยชน์ เช่นนี้ ภายหลัง ย่อมได้รับภัยพิบัติเสียหาย

ฉะนั้น กัลยาณชนผู้มีมโนธรรม ไม่เพียงแต่ไม่โลภในทุกขลาภ ยังจะต้องสละทรัพย์ เพื่อมนุษยธรรม ช่วยเหลือผู้คน และงานธรรมต่างๆ เป็นที่ชื่นชมต่อเทพยดา เป็นที่เคารพ ของคนทั้งหลาย ไว้ชื่อเสียงเกียรติคุณแก่ลูกหลาน และบรรพบุรุษคงอยู่ชั่วกาลนาน

๗.สุจริตธรรม

สุจริตธรรม (อักษรจีน อ่านว่า เหลียน หมายถึงใจซื่อมือสะอาด ไม่โลภ มากอยากได้ ไม่ทุจริตคิดมิชอบ)  ผู้มีสุจริตธรรมจะต้องปฏิบัติตนด้วยความจริงใจ ทำการใดๆให้เสมอต้นเสมอปลาย ไม่ฉวยโอกาสเมื่อใกล้เงิน ไม่หลงไหลเมื่อใกล้อิสตรี มีจิตใจสงบเยือกเย็น ละกิเลสความ อยาก คุณค่าเหล่านี้อยู่ที่ใจกาย มิได้อยู่ที่เสื้อผ้าที่สวมใส่ ใจกายที่มีความบริสุทธิ์ชัดเจน 3 สถาน คือ

๑. บริสุทธิ์งานทางโลก งานทางธรรม
๒. บริสุทธิ์ทางการเงิน
๓. บริสุทธิ์สำรวมมารยาทระหว่างหญิงชาย
และ ความเที่ยงตรง  ๔ อย่าง คือ
๑.กายเที่ยงตรง
๒.ใจเที่ยงตรง
๓.วาจาเที่ยงตรง
๔.ความประพฤติเที่ยงตรง
เหล่านี้เป็นเครื่องประดับกายให้ขาวสะอาด จิตใจที่สุจริต แม้ฐานะจะยากจนก็ไม่ โลภอยากได้แต่ผลประโยชน์อันไม่ควรได้ เจียมตัวรักษาตน รักษาหน้าที่การงานด้วยความ สุจริต ไม่เปลี่ยนแปลง

๘.ละอายต่อความชั่ว

ละอายต่อความชั่ว (อักษรจีน อ่านว่า ฉื่อ หมายถึงเนื้อแท้ของจิตเดิม จิตเดิมของคนเรามีแต่ความดีไม่มีความชั่ว ซึ่งหมายถึงมโนธรรมหรือน้ำใจอันดีงามนั่นเอง)
ความรู้สึกละอายตอความชั่ว มีอยู่ในใจของทุกคน เมื่อรู้ละอาย จึงรู้การอันควรกระทำที่ถูกต้อง ชัดเจน ตรงกันข้ามหากมิรู้ละอาย ใจกายจะไม่สำรวม สวมใส่เสื้อผ้าไม่สุภาพ เป็นชายก็ ไม่ใช่ เป็นหญิงก็ไม่เชิง ไม่ระวังความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิง ก่อให้เกิดข้อครหาน่าอับ อายต่างๆ เหล่านี้ล้วนเกิดจากไม่รู้ละอายต่อความชั่วทั้งสิ้น
บันทึกการเข้า

ฮีบรู 11
ณุ
Hero Member
*****
กระทู้: 6,459


D90 Digital Performance

panu54321@hotmail.com
เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #12 เมื่อ: พฤษภาคม 15, 2010, 12:48:00 PM »

หุหุ .. กระทู้นี้รวมศาสนา ปรัชญา แนวคิด .. แนวน่าคิด ..  Cheesy
บันทึกการเข้า

หัวใจในภาพถ่าย   (ก็ยังอยากถ่ายสาวๆอยู่ 555...)
โนว
Hero Member
*****
กระทู้: 1,162


« ตอบ #13 เมื่อ: พฤษภาคม 15, 2010, 03:23:06 PM »

หุหุ .. กระทู้นี้รวมศาสนา ปรัชญา แนวคิด .. แนวน่าคิด ..  Cheesy

555 น้าณุ.. อยู่ที่บ้านอ่านพระคัมภีร์ สามัคคีธรรม ทางคริสต์
เจอญาติทางลุงเขย ก็ได้อิสลามบ้าง
เวลาคุยกับน้าบัณฑูร ลุงปู่ ก็ได้ทางพุทธ
แต่ชอบแนวธรรมชาติ ปรัชญา แบบขงจื้อ เต๋า
หาอ่านบ้าง เหมือนศาสนาเปรียบเทียบ อะไรดีก็หยิบมาลงไว้ให้อ่านด้วยกัน... สุดท้ายก็ยังลงหลุมเหมือนเดิม เป็นลูกหลานพระเจ้าเหมือนเดิม...Grin Grin Grin
บันทึกการเข้า

ฮีบรู 11
โนว
Hero Member
*****
กระทู้: 1,162


« ตอบ #14 เมื่อ: พฤษภาคม 17, 2010, 02:43:10 PM »

อ่านเว็บนึงเจอบทความนี้...

เคยฟังนิทานเรื่องหนึ่งครับ
   เรื่องมีอยู่ว่า
นายก.ไปพบสาวแสนสวยผู้หนึ่งในงานเลี้ยง ด้วยความต้องตาเพราะท่าทางที่น่ารักของเธอ จึงเดินเข้าไปทำความรู้จักหวังตีสนิดด้วย
"ขอโทษครับ ขอผมนั่งคุยด้วยสักครู่ได้ไหมครับ"
"อุย เราเคยรู้จักกันมาก่อนหรือเปล่าคะ" สาวเจ้าตอบด้วยความตกใจบวกเอียงอายนิดๆ
"เปล่าหรอกครับ แค่ผมพบคุณครั้งแรกผมรู้สึกเหมือนมีแม่เหล็กทางจิตที่ดูดผมให้เข้ามาทำความรู้จักกับคุณ"
สาวเจ้าไม่ตอบกลับหลบหน้าไปด้วยความเอียงอาย
"ดืมวายเย็นๆสักแก้วไหม่ครับ ?"
"ไม่ละคะ ผิดศีลข้อ ๕ ดิฉันไม่ดื่มน้ำเมาทุกชนิด"
"ไม่เช่นนั้น ผมของอนุญาติตักข้าวขาหมูปากซุงให้คุณทานสักจานได้ไหมครับ ?"
"อย่าเลยคะ ดิฉันเป็นมังสวิรัต ไม่ทานเนื้อสัตว์ เพราะดิฉันคิดว่าการทานเนื้อสัตว์เป็นการส่งเสริมให้มีการทำร้ายชีวิตสัตว์ ดิฉันสงสานมัน ผิดศีลข้อที่ ๑ คะ"
เธอช่างดีอะไรเช่นนี้ ผู้หญิงเช่นนี้ละที่เขาปรารถนาจะได้มาเป็นคู่ชีวิต
"ถ้าคุณไม่รังเกลียด เสาร์นี้ผมอยากจะขอชวนคุณไปเที่ยวหัวหิน ผมมีบ้านพักตากอากาศอยู่ที่นั้น "
"ไม่ดีดอกคะ หญิงชายไปในที่ลับตาคนสองต่อสอง มันไม่งาม หากไม่มีสติที่ดีพอสถานการณ์มันง่ายที่จะทำให้เราต้องผิดศีลข้อ ๓"
"ผมไม่ได้มีเจตนาเช่นนั้น" ก.รีบปฏิเสษพร้อมกับเพิ่มความนิยมในสาวแปลกหน้าที่พึ่งรู้จัก
"คุณจะรับผมเป็นเพื่อนสักคนได้ไหมครับ" ก.พูดพรางหยิบดอกกุหลาบสีชมพูในแจกันเล็กๆบนโต๊ะอาหารยื่นให้สาวนิรนามเบื่องหน้า
"ไม่ดีดอกคะ กุหลาบดอกนี้เป็นของเจ้าของงาน ไม่ใช่ของคุณ ถ้าดิฉันรับมาก็เหมือนร่วมทำผิดกับคุณคือลักทรัพย์ มันผิดศีลข้อที่๒นะคะ"
ใช่เลย ! โดนใจฉันเลย บทกลอนที่เขียนไว้ในอดีตกลับมาปรากฏชัดในห้วงสำนึกอีกครั้งหนึ่ง
   "เหมือนรอใคร   บางคน   มาหลายหนาว
เหมือนบางคราว   เฝ้ารอใคร   ผ่านหลายฝน
ผ่านหลายร้อน   รอจนเจอ   ใครบางคน
เธอคือคน   ทำฉันเศร้า   เพราะเฝ้ารอ"
"คุณเป็นคนดีจริงๆ เท่าที่ผมเคยรู้จักมา ไม่มีศีลข้อใหนเลยหรือครับที่คุณรักษาไม่ได้ ?"
"มิได้คะ มีศีลข้อเดียวเท่านั้นที่ดิฉันไม่สามารถรักษาได้คือ ศีลข้อที่ ๔ "
"   ....!!!...."

มิน่าเล่าถึงได้พุทธวจนะที่ว่า.....
"ผู้กล่าวคำเท็จอยู่ จะไม่ทำความผิดอื่น เป็นไม่มี"
บันทึกการเข้า

ฮีบรู 11
หน้า: [1] 2
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.10 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!